backpack

Japan Trip - วันที่สอง

posted on 13 Jan 2009 13:49 by season-story in Travel

จาก entry  Japan Trip - วันแรก ที่ได้ความสนใจบ้าง ^^ ปลี้มที่สุด

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชม สามารถคลิ๊กไปที link ด้านล่างนี้ หรือจะเข้าไปดู categories : Travel ก็ได้ค่ะ

http://season-story.exteen.com/20090105/japan-trip

ตอนนี้ Benny ก้อ..สามารถจัดแจงรูป ลงในวันที่สอง สำมะเร็จ ซะที...

 

ก่อนอื่นขอเก็บตกรูปสวยๆ ของวันแรกก่อนนะค่ะ

เป็นภาพบรรยากาศภายใน และ ภายนอกวัดนาริตะซัง

มีการประกวดจัดดอกไม้ สวยงามมากมาย

อ๋อ..ก่อนการเข้าไปไหว้พระ ชาวญี่ปุ่นมีธรรมเนียม ว่าต้องล้างมือก่อนเข้านะค่ะ

คิดดูว่าน้ำจะเย็นขนาดไหน...

 

เก็บตกเรื่องบ้านพัก

บ้านที่เราพัก เป็นเหมือนอพารต์เม้นท์ 2 ชั้น เราอยู่ชั้น 1 น่าจะประมาณ 6x6 ม.แบ่งเป็น 4 ห้อง

มีห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องน้ำ และห้องครัว กระทัดรัดตามสไตล์ญี่ปุ่น อยู่รวมกัน 5 คน แออัดแต่ก็อบอุ่นดีค่ะ

  • เจ้าของบ้านเป็นคนญี่ปุ่น 1
  • เพื่อนคนไทยที่นั่น 1
  • เรา 3 คนที่เดินทางจากไทยไปเที่ยวที่นั่น

ที่สำคัญที่นอนของเค้า หนักมากๆๆ มี 5 ชิ้นด้วยกัน เยอะกว่าที่นอนโนบีตะอีก ^^

  • มีฟูกอย่างหนัก-1  
  • ผ้านวมปู นอนอย่างหนา-1 
  • ผ้านวมปู นอนอย่างบาง-1
  • ผ้าห่ม อย่างบาง-1 
  • ผ้าห่มนวม อย่างหนา-1

เวลานอนเหมือนห่อตัวอยู่ในแซนวิช หรือห่อเบอร์เกอร์ เลย ^^

บวกกับฮีทเตอร์อีกตัว ก็ทำให้อุ่นที่ซู๊ด..

แต่ฮีทเตอร์ไม่ควรเปิดทิ้งไว้ทั้งคืน  เพราะอาจทำให้ไม่ตื่นอีกเลย

พวกเราต้องปูเวลาก่อนนอน  ตื่นเช้าก็ต้องเก็บ เพราะจะไม่มีที่นั่ง 

คือ นอนในห้องนั่งเล่น  กินข้าวก้อ..ในห้องนั่งเล่น เหมือนกานนน...

กล้ามขึ้นเพราะเก็บๆ ปูๆ ที่นอน 7 - 8 วัน เนี่ยหล่ะ..อิอิ

 

ได้เข้าเรื่องสักที วันที่ 2 ในญี่ปุ่น เช้านี้อุณหภูมิประมาณ 13-14 องศา หนาวมากๆ 

ภาพรอบๆ บ้านค่ะ  ข้างบ้านริมรั้วปลูกต้นหอมอวบๆ ไว้เต็มไปหมด

 

เราตื่นกันสายๆ ประมาณ 9 โมงเช้า(ญี่ปุ่น) แต่ 7 โมงเช้า(ของไทย)นะค่ะ

ตื่นมาก็กินเลยค่ะ เพื่อนชาวญี่ปุ่นตื่นมาทำให้กินแต่เช้า น่ารักที่ซู๊ด..

เค้ารอเราล้างหน้าแปรงฟันพร้อมกิน  ค่อยทำน้ำซุปจะได้กินร้อนๆ  กินเสร็จเค้าก็รีบไปทำงาน

แต่เรา 4 คน ก้อ..ออกเที่ยว ^o^//

 

โต๊ะกินข้าวของเรา มีฮีทเตอร์อยู่ใต้โต๊ะด้วยค่ะ  พอได้ยื่นขาเข้าไปซุกแล้วไม่อยากลุกไปหนายยย...

พอถึงเวลาเข้านอน  เราต้องเก็บโต๊ะตัวนี้ แล้วปูที่นอนแทน

 

เมื่อคืนก่อนนอนเพื่อนได้เช็คข้อมูลการเดินทาง-พยากรณ์อากาศที่แม่นสุดๆ ไม่เชื่อก้อต้องเชื่อ...

เค้าพยากรณ์ว่าฝนจะตกตอนบ่าย ในพี้นที่ที่เราจะไป...แต่เราไม่ได้สนใจเตรียมร่ม  แล้วฝนก็ตกจริงๆ อ่ะ..

หุหุ..ไม่เหมือนบ้านเราหน่ะ  ^^ นั่นเพราะว่าอากาศบ้านเค้าเปลี่ยนแปลงบ่อย รัฐบาลจึงลงทุน..

 

และก้อ...สามารถเช็คตารางเดินรถไฟ ผ่านอินเตอร์เน็ต หรือ มือถือได้เยย.. เจ๋งมั้ยคับ

บ้านเค้ามีมานานหล่ะ  เพราะเส้นทางเดินรถไฟของเค้า มีทั่วประเทศเลยทีเดียว..

เราก้อตื่นเต้น เป็นบ้านนอกเข้ากรุง ไปซะงั้นหล่ะ...^^

 

ใส่ข้อมูลต้นทางและปลายทาง  แล้วจะได้ข้อมูล ว่าให้ไปขึ้นรถไฟที่สถานีไหน มีเวลาเท่าไร ลงและไปต่อรถไฟที่ประตูไหน  แค่เดินตามเพื่อนยัง งง..ไปหมด

 

พอเราออกจากบ้านเดินประมาณ 10 นาที ไปขึ้นรถไฟ  ไม่สงสัยเลยว่าทำไมสาวๆ ที่นั่น เค้าถึงน่องโต

กันหนั๊ก..

ภาพบรรยากาศของสถานีรถไฟ จำชื่อมะได้ ไม่ได้จดไว้ด้วย เพื่อนๆคงไม่ว่ากันนะ

 

เราต้องทำเวลา ไม่งั้นจะพลาดการต่อรถไฟขบวนใหม่

เลยไม่ได้ถ่ายรูป ผู้คนที่กึ่งวิ่ง กึ่งเดิน เพื่อจะเปลี่ยนรถไฟ เหมือนๆ กับเรา

 

พอลงรถไฟก้อเดินอีกคับท่าน..เดินไปวัด...จำไม่ได้เหมือนเดิม...T_T

ใครไปก้อ อย่าลืมล้างมือก่อนเข้าไปนมัสการ นะค่ะ

ที่นี่เค้ามีเครื่องรางของขลัง เต็มไปหมด หมดตังค์..อีกหล่ะ เด๋วจะถ่ายรูปลงให้ดูอีกที

ภาพภายในวัดนะคับ..เห็นมั้ยว่ามีร่มกางเต็มไปหมด ฝนตกตามคำพยากรณ์อากาศ ^^

 

ร้านขายของ มีทั้งของที่ระลึก และของกิน

รูปล่างนี้เค้ากำลังทำขนมไส้ถั่วแดง (หวานแสบไส้กันที่เดียว)

 

ส่วนรูปล่างนี้..เค้าขายขนมทอดไส้ต่างๆ พอคนขายเค้าได้ยินเราคุยกันเป็นภาษาไทย

เค้าก้อ..พูดว่ามี  ไส้เผือก ไส้มัน ไส้พักทอง ฯลฯ ทำเอาอึ้งไป 2 วิ กว่าจะรู้ตัว นึกว่าเข้าใจภาษาญี่ปุ่นอีกแล้วเรา...อิอิ

เราเลยได้กินขนม...แทนข้าวกลางวันกัน

ถนนหน้าวัด..มีรถเมล์วิ่งเหมือนกันนะเนี่ย นึกว่ามีแต่รถไฟ ^^

ภาพบรรยากาศยามค่ำคืน ที่นี่เค้าจะมีจุดบอกอุณหภูมิ ตอนนี้ 14 องศาคับ หนาวๆๆ

แล้วเราก้อ..แวะกินราเมน ชามละ 1000 เยน อร่อยดี แต่ต้องกินร้อนๆนะ พอเย็นปุ๊บ จะเค็มเชียว

ช๊อปปิ้งที่นี่ T_T หมดเงินไปเยอะ...เลย  ก้อของ เค้าถูกกว่าเมืองไทยนี่น่า

เฉพาะแค่สินค้า  IT เท่านั้นนะ ^^ นอกนั้น แพงทู๊ก....อย่าง

  • ได้กล้อง canon มา 1 + Memory Stick 1 (ราคาพอกะบ้านเรา)
  • ได้  i-pod VDO 30GB มา 1 (ถูกกว่าบ้านเรา 4 พันเชียวน๊า..)

แต่เราก็ไม่สามารถซื้อได้ทุกอย่างนะค่ะ เช่น กล้องวีดีโอโซนี่ของที่นี่รุ่นเดียวกัน วางใกล้กัน

แต่ราคาติดไว้ต่างกัน งง มากๆ  ได้คำตอบมาว่า...

ตัวถูกมีแต่ภาษาญี่ปุ่น (เลยอด)  ตัวแพงมีภาษาอื่นด้วยนั่นก็คือ.... แต๊น แตน แต๋น

ภาษาอังกฤษนั่นเอง  บอกแว้ว..ว่าเค้ารักชาติ กันสุดๆ  บ้านเราต้องดูเป็นตัวอย่าง

ช่ายมั้ยคับ พี่น้อง...^^

 

ภาษาญี่ปุ่น..วันละคำ..

ตอนที่ซื้อกล้อง บอกพนักงานว่าให้ test เราก็พูดว่า

"Please test" 

"Test please"

พนักงานคนนั้นก้อ..ทำหน้าแบบ งงๆๆ  พูดใหม่ก้อ...ได้

"test"

"test"

"test  โว๊ย.. "

พูดกันเท่าไรเค้าก็ไม่เข้าใจสักที  เฮ้อ....กลุ้มจายยยย

เราเลยต้องหาตัวช่วย  นั่นคือ เรียกเพื่อนมาคุย  เพื่อนเราพูดว่า

"test-to"

พนักงานตอบทันที  ไห้ๆๆ

แหมๆๆ แค่คำว่า "โตะ" คำเดียวเนี่ยนะ  ฮึ่ม ๆ ๆ

 

เป็นทิ๊กนิดนึ่ง ถ้าคำไหนที่ภาษาญี่ปุ่น ใช้ภาษาอังกฤษ ทับศัพท์ ให้เติม "โตะ" ต่อท้ายไปได้เลย

ว่าแต่...เค้าใช้คำไหนทับศัพท์ บ้างอ่ะหรือ?...ไม่รู้เหมือนกัน คร๊าบบบบ  ^o^

อ๋อ..มีอยู่คำนึ่งตอนนี้ที่รู้คือคำว่า "toilet" หรือห้องส้วมนั่นเอง

เป็นคำที่น่าเจ็บใจอีกคำ ตอนนั้น ปวดฉิ่งฉ่องมากๆๆ

หาห้องน้ำในซุปเปอร์ ที่ขายของทุกอย่าง 100 เยน

ป้ายบอกทางก็ไม่มี..

พอถามแคชเชียร์...ขนเอาคำที่แปลว่าห้องน้ำ ห้องส้วม ออกมาหมด...เฮ้อ  กลุ้มอีกแล้ว

เพื่อนก้อไม่อยู่  เพราะเราออกตะลอนกันแค่ 3 คน

ก็เหมือนกะ test ไม่เข้าใจ ไม่ตอบ ทำหน้าเศร้าใส่เรา  แล้วก้อหนีไปคิดเงินลูกค้าซะงั้น

มาถามเพื่อนที่หลัง ก้อได้คำตอบว่า " toilet-to " ฮึ่มๆๆ

เพื่อนถึงได้อธิบายทิ๊กให้ฟัง

แต่ตอนนั้นยังไม่เอ๊ะใจ..เลยไม่ได้เติม "โตะ" ลงไป  T_T

 

ช๊อปเสร็จ เราก็นั่งรถไฟกลับ เพื่อนชวนญี่ปุ่นก็แวะมารับแล้วพาไปกินมื้อดึก

ไม่หิวเลย เหนื่อยมากกว่า กินไม่ลง แต่บรรยากาศของร้านดี มากๆๆ

อาหารจานใกล้ๆ เหมือนราดหน้าของเรา แต่เป็นข้าวแทนเส้น..ค่ะ

ส่วนจานด้านไกลๆ เป็นทะเลอบชีส

กินเสร็จก้อ...รีบกลับบ้านนอนเอาแรง...

หมดไปอีก 1 วัน  เวลาแห่งความสุข  มักจะผ่านไปเร็วเสมอๆ

 

ไว้เจอกันครั้งหน้านะค่ะ

 

^^Benny

 

 

Japan Trip - วันแรก

posted on 05 Jan 2009 16:24 by season-story in Travel

ผู้ร่วมเดินทาง 3 ชีวิต ตกลงปลงใจออกเดินทาง  มีเป้าหมายไปหาเพื่อนสมัยเรียน มหา'ลัย  ที่ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2542 ปู๊น...ถ้าอยู่ครบ 10 ปี ก็จะได้รับกรีนการ์ด  เป็นประชาชนชาว "เจแปนนิช" เต็มขั้น 

เราไปในช่วงฤดูใบไม้ร่วง..ของที่นั้น  อากาศหนาวกำลังพอทนได้  ต้นไม้เตรียมพลัดใบเปลี่ยนสีจากเขียว - แดง - เหลือง จนกระทั่งร่วงเพื่อต้อนรับอากาศหนาว...

ออกเดินทางจาก  สนามบินสุวรรณภูมิ  ประมาณเที่ยงคืน ของวันที่ 9 พ.ย.  ง่วงที่ซู๊ดดดด..เฮ้อออ..นั่งเครื่องกี่ครั้ง อาหารก็ยังคงไม่ได้เรื่องเหมือนเดิม  ไม่คุ้มค่าตั๋ว จริงๆ

ใช้เวลาเดินทางถึงญี่ปุ่น ประมาณ 6 ชั่งโมงครึ่ง โอ๊ย..เหนื่อยๆๆ เมื่อยๆๆ กับการต้องนั่งนานๆๆ

เราไปถึง ประมาณ 7 โมงเช้า (เวลาไทยนะค่ะ ญี่ปุ่นจะเร็วกว่าไทย 2 ชม.) ของวันที่ 10 พ.ย. ฝากกระเป๋าไว้ที่สนามบิน แล้วก็ออกเที่ยวเลย..^^ หุหุ

วู้ๆๆ...แล้วพวกเรา 3 หน่วย  ก็มาขึ้นรถไฟฟ้า  กว่าจะซื้อตั๋วได้เล่นเอา งง ไปหมด  ดีน๊า..ที่เพื่อนอีก 2 คนเคยมาญี่ปุ่น  แถม 1 ในนั้นก็พอใช้ภาษาญี่ปุ่นได้เพราะทำงานกะบริษัทของญี่ปุ่น

ในที่สุด..ก็ได้ขึ้นรถไฟ ชมวิวข้างทางจ๊ะ...

วิ่งไป 2 สถานี่ก็ลง  ที่สถานีนี้อ่ะค่ะ จำชื่อไม่ได้

แล้วก็ต่อแท๊กซี่ไปวัดนาริตะซัง วิ่งไม่เกิน 7 นาที ก็ถึงแล้ว ค่าแท๊กซี่ แพงมากๆๆ

ว๊าว...มาถึงแล้ววัดนาริตะซัง

เดินเที่ยว ถ่ายรูปจน เหนื่อย..เฮ้อ ไม่รู้จะทำไรต่อแล้ว

 

ก็บังเอิญให้มาเจอชาวญี่ปุ่น คนแรก ที่ยอมคุยภาษาอังกฤษด้วย เย้ๆๆ

เค้าพาเราชมทั่ววัด อธิบายสิ่งต่างๆๆ ทั้งประวัติ สอนให้ดูแผนที่ ป้ายต่างๆ แนะนำมุมภาพสวยๆ

แถม..ถ่ายรูปสวยๆ ส่งให้ทาง email ก่อนเรากลับเมืองไทยซะอีก  \\^^//

 

ใต้ต้นเมเปิ้ล สะท้อนแสง ที่เปลี่ยนเป็นสีแดงตัดกับสีเขียวของต้นอื่นๆๆ  อ๊า..สวยมั้ยค่ะ

 อีกรูปหล่ะกัน..

 อาริงาโตะ ค่ะ ทาคุจิซัง ^o^ Bye Bye

..พี่เต่า น้องเต่า เต็มไปหมด  ไม่รู้ว่าเหมือนเมืองไทย ที่นิยมปล่อยเต่าหรือเปล่า ถึงได้เยอะขนาด

มีเด็กอายุประมาณ 7-9 ขวบ  หลายกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 3 คน เข้ามาคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ  รวมถึงพวกเราด้วย  แต่ฟังเท่าไรก็ไม่รู้เรื่อง กว่าจะเข้าใจกันได้  น้องๆ ต้องยื่นข้อความที่แปลได้คราวๆ ว่า  เค้าเป็นเด็กนักเรียนที่โรงเรียนมีโครงการ  ให้เด็กๆ ฝึกใช้ภาษาอังกฤษ  จะให้เราคุยกับเค้าเป็นภาษาอังกฤษ  พวกเราก็ได้แค่งูๆปลาๆ จะช่วยน้องเค้าได้สักแค่ไหนกัน..^^

 

คำถามก็ง่ายๆ  ถามว่ามาจากประเทศอะไร  แล้วให้ชี้ในแผนที่  แล้วก็เซ็นต์ชื่อให้เด็กๆ ว่าเค้ามาคุยกับเราจริงๆ  แอบเห็นผู้ใหญ่คนหนึ่งยืน ด้อมๆมองๆ เลยถามเค้าไปว่าเป็นครูเหรอ  เค้าก็พนักหน้าแล้วเดินหนีเลย  อิอิ..ครูยังหนีเลย  แต่จะฝึกให้เด็กกล้า  ซะงัน...เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายภาพน้องๆ  คุยเสร็จน้องๆ  ก็มอบของที่ระลึกให้  เป็นนกกระดาษ (ยู่ยี่มากๆ) เด็กๆบอกว่ามีความหมาย "อวยพรให้สุขภาพดี"

 

อยู่จนถึงเที่ยงวัน เราก็ออกเดิน เดินจริงๆๆ เดินชมวิวไปเรื่อยๆ เป้าหมายคือห้างจัสโก้

โดยถามทางจาก   ร้านขายของที่ระลึกหน้าวัดนาริตะซัง

ว๊าววว..บ้านสไตล์ญี่ปุ่นค๊าาา...มีลูกพลับเต็มไปหมด

เย้..เห็นจัสโก้ แว้ววว..  ใช้เวลาเดินเกือบๆ 30 นาที แน่ะ  ถ้าเดินจริงๆจัง คงไม่ถึงนะค่ะ

เป็นห้างชั้นแนวหน้าของญี่ปุ่น เชียวน๊า..แม้จะไม่ดังในบ้านเราเท่าไร

 

แวะกินข้าวกลางวัน แหะๆ ไม่ได้ถ่ายรูป อ่ะค่ะ เพราะหิวตาลายจนลืม

บรรยากาศก็คล้ายๆ Food Center ตามห้างบ้านเราค่ะ

แต่จะ hitech กว่าตรงต้อง กดปุ่มสั่งอาหารพร้อมจ่ายเงินเข้าเครื่อง รับกระดาษรอเรียกให้ไปรับอาหาร

กินเสร็จก็ต้องแยกจาน-ชาม  แล้วเอาไปเก็บในที่ๆ จัดไว้  แยกขยะไปทิ้ง  แก้ว หลอด  พลาสติก

 

หลังจากนั้น  เราก็เดินย่อยอาหารด้วยการช๊อปปิ้ง  ^^

ระหว่างเดินซื้อของ เอ..ทำไมเราฟังคนญี่ปุ่น เค้าคุยกันเข้าใจนะ งงๆ

อ้าว..นั่นภาษาไทยนี่..น๊า เหอๆๆ เหนื่อยจน..ต๊องไปแล้วเรา คนไทยเยอะจริงๆๆ ^^

จนเย็นประมาณ 6 โมงกว่าๆ คุณเพื่อนที่น่ารักก็มารับ ที่ห้างจัสโก้  กลับไปสนามบินนาริตะ รับกระเป๋าคืน

 

เย้...กินข้าวๆ เย็น แสนเลิศหรู หอยเชลล์ ตัวเป้งๆๆๆ   หมึกดิบคลุกวาซาบิ สุดแซ่บ..อีกมากมายเกินบรรยาย..

พิซซ่าญี่ปุ่น มีหลายแบบเยอะแยะไปหมด ทะเล ผัก บลาๆๆ  แต่เราชอบไส้โมจิ ที่ซู๊ด ดึ๋งๆ ดี ชอบๆๆ

อิ่มๆๆ หนังท้องตึง หนังตาหย่อน กินเสร็จ เราก้อกลับบ้านเพื่อน  ใกล้ๆเที่ยงคืน  นอนกรน คร่อกฟี้ๆๆ  zzzzzz... ด้วยความเหนื่อย  ที่ต้องเดินทั้งวัน  ^^

ไว้เจอกันวันที่ 2 นะจ๊ะ

 

By ^^ Benny

Code Here.